ธนาคารข้อสอบสภาการพยาบาล

รวมข้อสอบสภาการพยาบาล คลิกเลย

เคล็ดลับพิชิตข้อสอบสภาการพยาบาลให้อยู่หมัด

การจับกลุ่มติวกันเอง การถกเถียงกัน ช่วยให้จำได้ดีขึ้น คลิกอ่านกลเม็ดเคล็ดลับเพิ่ม

สิ่งที่น่าสนใจ

9/19/2553

การสร้างมาตรฐานการพยาบาลตามแนวคิดของเมสัน (Mason, 1994)

การสร้างมาตรฐานการพยาบาลตามแนวคิดของเมสัน (Mason, 1994)
(ฐานิกา บุษมงคล)



ประเภทของมาตรฐานการพยาบาลตามแนวคิดของเมสัน

เมสัน (1994) ได้แบ่งมาตรฐานการพยาบาลตามหน่วยการพยาบาล (Unit of nursing care) ออกเป็น 5 ประเภทคือ
(1) มาตรฐานตามวิธีการปฏิบัติการพยาบาล(Nursing intervention) โดยกำหนดเป็นขั้นตอน (Step-by-step-method) เช่น มาตรฐานการดูดเสมหะผู้ป่วยทางหลอดลมคอ มาตรฐานการทำความสะอาดร่างกายผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มาตรฐานการเช็ดตัวลดไข้
(2) มาตรฐานตามการวินิจฉัยการพยาบาล (Nursing diagnosis) รวมทั้งปัญหาสุขภาพ หรือความต้องการพื้นฐานของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน เป็นต้น
(3) มาตรฐานตามการวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical diagnosis) โดยการแปลความหมายว่าการวินิจฉัยทางการแพทย์นั้นๆ ต้องการการพยาบาลที่ครอบคลุมอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยข้ออักเสบ มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยโรคต่างๆ เป็นต้น
(4) มาตรฐานตามมโนทัศน์ทางการพยาบาล (Concept) ซึ่งอาจเป็นกลุ่มของประเภทหรือพฤติกรรมของผู้ป่วย กลุ่มของเหตุการณ์หรือกระบวนการซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะที่ให้ความหมายได้ ตัวอย่างเช่น มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่หมดสติ มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยก่อนหรือหลังผ่าตัด มาตรฐานการพยาบาลผู้คลอดในระยะคลอด มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรืออื่นๆ เป็นต้น
(5) มาตรฐานการพยาบาลตามปัญหาสุขภาพและความต้องการพื้นฐานของผู้ป่วย(Health problems and needs) เช่น มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะอาเจียนรุนแรง มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการเคลื่อนไหวภายหลังผ่าตัด เป็นต้น
เมสัน (1994) ยังแบ่งมาตรฐานการพยาบาลที่จะใช้วัดคุณภาพการให้การพยาบาลออกเป็น 3 ประเภท คือ มาตรฐานเชิงกระบวนการ มาตรฐานเชิงผลลัพธ์ และมาตรฐานเชิงเนื้อหา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

(1) มาตรฐานเชิงกระบวนการ(Process standard)อธิบายถึงกิจกรรมที่พยาบาลปฏิบัติหรือกระทำให้แก่ผู้ป่วยโดยละเอียด และเป็นขั้นตอนและสามารถประกันผลลัพธ์เชิงบวกสำหรับผู้ป่วยได้ กระบวนการมาตรฐานจะต้องพัฒนาวิธีการและการดูแลทั้งหมด
(2) มาตรฐานเชิงผลลัพธ์(Outcome standard)อธิบายการเปลี่ยนแปลงของภาวะ คุณภาพของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมภายหลังจากที่ให้การพยาบาลไปแล้ว รวมถึงความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการพยาบาล การพยาบาลที่ดีจะก่อให้เกิดผลในทางบวก และป้องกันผลในทางลบ การดูแลตามมาตรฐานสามารถป้องกันผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทางลบ และมาตรฐานเชิงผลลัพธ์สามารถพัฒนากระบวนการในการดูแลได้
(3) มาตรฐานเชิงเนื้อหา(Content standards)อธิบายเนื้อหาของการพยาบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น และการตัดสินใจของพยาบาล เช่น การประเมินผู้ป่วย (Assessment) การสอนผู้ป่วยและครอบครัว (Teaching) การติดต่อสื่อสาร เพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยและครอบครัว (Therapeutic communication)การตัดสินใจของพยาบาลในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน(Decisions-making in emergency situation) ข้อมูลซึ่งต้องบันทึกในรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย และการพยาบาลที่ให้แก่ผู้ป่วย(Documentation) ข้อมูลซึ่งต้องรายงานให้บุคคลในทีมสุขภาพทราบ (Reporting)


ขั้นตอนการสร้างมาตรฐานการพยาบาลตามแนวคิดของเมสัน
เมสัน (1994) ได้กำหนดขั้นตอนของการสร้างมาตรฐานการพยาบาลในแต่ละประเภทไว้ดังนี้

(1) วิธีการสร้างมาตรฐานเชิงกระบวนการ
วิธีการสร้างมาตรฐานตามหน่วยการพยาบาลแต่ละหน่วย จะมีความแตกต่างเกี่ยวกับขั้นตอนการสร้างเพียงเล็กน้อย ซึ่งเมสันได้กำหนดขั้นตอนการเขียนมาตรฐานเชิงกระบวนการแต่ละหน่วยไว้อย่างชัดเจน เช่น ในการสร้างมาตรฐานเชิงกระบวนการซึ่งเน้นเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือวิธีการพยาบาลนั้น เมสันได้กำหนดวิธีสร้าง ไว้ทั้งหมด 9 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ระบุการปฏิบัติหรือวิธีการพยาบาลที่ต้องการสร้าง
ขั้นตอนที่ 2 ระบุระยะเวลาของการปฏิบัติการพยาบาลนั้น
ขั้นตอนที่ 3 กำหนดจุดประสงค์ของการปฏิบัติหรือวิธีการพยาบาลแต่ละอย่างที่ระบุไว้
ขั้นตอนที่ 4 แจกแจงกิจกรรมการพยาบาลที่จำเป็นในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
ขั้นตอนที่ 5 แจกแจงกิจกรรมการพยาบาลที่ต้องกระทำและความก้าวหน้าของการปฏิบัติการพยาบาลที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย
ขั้นตอนที่ 6 ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแต่ละกิจกรรมนั้นต้องทำเมื่อใด บ่อยเพียง ใด ระยะเวลานานเพียงใด
ขั้นตอนที่ 7 ประสานกิจกรรมการพยาบาลเข้ากับแผนการรักษาของแพทย์
ขั้นตอนที่ 8 ร่างมาตรฐานเชิงกระบวนการโดยเรียงลำดับขั้นตอนของกิจ กรรมการพยาบาลที่ทำตามลำดับความสำคัญก่อนและหลัง โดยไม่ระบุข้อเสนอแนะหรือเหตุผลของการปฏิบัติไว้ในข้อความของมาตรฐานนั้น
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจสอบความตรงของมาตรฐานเชิงกระบวนการ ให้มีความตรงและสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเมสันได้เสนอแนะสิ่งที่ควรคำนึงไว้ 2 ประการ ได้แก่ ควรเลือกใช้คำที่มีความหมายชัดเจนมากที่สุด สามารถแปลความหมายได้ตรงกัน และควรกำหนดข้อความที่วัดหรือประเมินคุณภาพของการพยาบาลได้หลายสถานการณ์โดยใช้ ข้อความที่สัมพันธ์กับลักษณะของผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมตลอดจนแสดงถึงความรับผิดชอบของพยาบาลควบคู่กันไปอีกด้วย

(2) วิธีการสร้างมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ มาตรฐานเชิงผลลัพธ์ เป็นการอธิบายการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของผู้รับบริการหลังจากให้การพยาบาลแล้วโดยการพยาบาลที่ดีจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก และป้องกันผลลัพธ์เชิงลบ มีวิธีการสร้าง 8 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ให้คำจำกัดความของวิธีการปฏิบัติการพยาบาลนั้นว่าคืออะไร
ขั้นตอนที่ 2 แจกแจงวัตถุประสงค์ การปฏิบัติการพยาบาลนั้น
ขั้นตอนที่ 3 แจกแจงผลลัพธ์เชิงบวกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์
ขั้นตอนที่ 4 แจกแจงผลลัพธ์เชิงลบที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้
ขั้นตอนที่ 5 กำหนดระยะเวลาอย่างชัดเจนว่าผลลัพธ์แต่ละอย่างนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ขั้นตอนที่ 6 อธิบายวิธีการวัดผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจน
ขั้นตอนที่ 7 รวบรวมผลลัพธ์ที่คาดหวัง เรียงตามลำดับความสำคัญก่อน หลังเป็นร่างมาตรฐานเชิงผลลัพธ์
ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบความตรง(Validity) ของมาตรฐานเชิงผลลัพธ์

(3) วิธีการสร้างมาตรฐานเชิงเนื้อหา เป็นการอธิบายแนวทางการปฏิบัติการพยาบาล เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น รวมทั้งแนวทางในการตัดสินใจในการปฏิบัติการพยาบาลเกี่ยวกับการสอนผู้ป่วยและครอบครัว การติดต่อสื่อสารเพื่อการบำบัดผู้ป่วยและครอบครัว การวางแผนประชุมปรึกษาทั้งภายในและระหว่างหน่วยงาน การตัดสินของพยาบาล และการบันทึกและการเสนอรายงานต่างๆ ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างมาตรฐานเชิงเนื้อหามีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 อธิบายภาวะสุขภาพอนามัย (Health situation)ของผู้ป่วย
ขั้นตอนที่ 2 แจกแจงวัตถุประสงค์ของการสอน การติดต่อสื่อสาร การตัด สินใจ หรือการวางแผนการประชุมปรึกษาในเรื่องนั้น
ขั้นตอนที่ 3 แจกแจงเนื้อหาสาระของเรื่องนั้น
ขั้นตอนที่ 4 เรียงลำดับมาตรฐานเชิงเนื้อหาที่ได้จากขั้นตอนที่ 3
ขั้นตอนที่ 5 สร้างและตรวจสอบความเที่ยงและความตรงของมาตรฐานการตรวจสอบความตรงตามแนวคิดของเมสัน(Test validity)


การทดสอบความตรงของมาตรฐานการพยาบาลตามแนวความคิดของเมสันมีวิธีการดังนี้
(1) การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content validity)โดยการหาแหล่งผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 แหล่ง แหล่งผู้ทรงคุณวุฒิอาจเป็นพยาบาลผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลนั้นๆ หรืออาจเป็นตำรา เอกสารทางวิชาการที่อธิบายถึงวิธีการปฏิบัติการพยาบาล โดยยึดหลักการพิจารณาความตรงตามเนื้อหาดังนี้
     1.1มาตรฐานเชิงกระบวนการที่สร้างขึ้นต้องอธิบายถึงขั้นตอนของกิจกรรมการพยาบาลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
     1.2 มาตรฐานเชิงผลลัพธ์ที่สร้างขึ้นต้องเป็นสิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น ถ้าได้ปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ
     1.3 มาตรฐานการพยาบาลที่สร้างขึ้นต้องครอบคลุมทุกประเด็นของกิจกรรมการพยาบาล

(2) การตรวจสอบความตรงตามความสัมพันธ์ (Criterion-related validity)เป็นการตรวจสอบความตรงตามแนวคิดของเมสัน เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิเห็นด้วยแสดงว่าความตรงตามเนื้อหาของมาตรฐานนี้ได้รับการยอมรับ แต่ตามแนวความคิดของเมสันนั้น มาตรฐานเชิงกระบวนการและมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ยังต้องการการทดสอบความตรงเพิ่ม คือความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างมาตรฐานเชิงกระบวนการและมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ในเรื่องหรือการปฏิบัติการพยาบาลเดียวกัน โดยการรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลจากสิ่งที่พยาบาลปฏิบัติจริง แล้วทดสอบดูว่า มาตรฐานเชิงกระบวนการนั้นมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานเชิงผลลัพธ์หรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

     2.1 การรวบรวมข้อมูล โดยการสร้างแบบฟอร์มการรวบรวมข้อมูลประ กอบด้วย หัวข้อมาตรฐาน วัตถุประสงค์ รายการข้อมาตรฐานเชิงกระบวนการ หรือมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ พร้อมทั้งมีช่อง “ได้ปฏิบัติ” และ “ไม่ได้ปฏิบัติ” สำหรับทำเครื่องหมายเมื่อทำการสังเกตจากการปฏิบัติการพยาบาลอย่างน้อย 10 ครั้งต่อมาตรฐานเรื่องหนึ่ง วิธีการรวบรวมข้อมูลมี 2 วิธี
          วิธีที่ 1 สังเกตพฤติกรรมการพยาบาล ที่ให้การปฏิบัติการพยาบาลในเรื่องนั้นๆ จากหลายคน หรือหลายแห่งอย่างน้อย 10 ครั้ง แต่ละครั้งดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามที่เขียนไว้ในมาตรฐานหรือไม่ กี่ครั้ง เพื่อนำไปหาความสัมพันธ์ต่อไป

          วิธีที่ 2 ขอความร่วมมือให้พยาบาลที่ปฏิบัติการพยาบาลในเรื่องนั้นๆ ทำกิจกรรมทุกอย่างตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานเชิงกระบวนการ แล้วประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร
     2.2 วิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลมี 2 ขั้นตอนดังนี้
          ขั้นตอนที่ 1 ในแต่ละมาตรฐานเชิงกระบวนการ หรือมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ควรถือเกณฑ์ 9 ครั้งขึ้นไป จากการสังเกต 10 ครั้ง หรือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ว่าได้ปฏิบัติหรือเกิดขึ้นจริง จึงถือว่าเป็นมาตรฐานที่มีความตรงตามความสัมพันธ์

          ขั้นตอนที่ 2 นำมาตรฐานที่มีการปฏิบัติ หรือเกิดขึ้นจริงร้อยละ 90 ขึ้นไปหาความสัมพันธ์กันระหว่างกิจกรรมการพยาบาลกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ถ้าพบว่าเกิดผลทางบวกแสดงว่ามาตรฐานเชิงกระบวนการและเชิงผลลัพธ์ สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานการพยาบาล ถ้าพบว่า เมื่อปฏิบัติตามมาตรฐานเชิงกระบวนการแล้ว เกิดผลลัพธ์ทางลบขึ้น แสดงว่ามาตรฐานเชิงกระบวนการนั้นยังขาดความตรงตามความสัมพันธ์ ควรนำไปปรับปรุงแก้ไขโดยนำไปปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแสวงหาวรรณกรรมใหม่ๆ แล้วนำไปทดสอบจนกระทั่ง เกิดผลลัพธ์ทางบวกทุกครั้งถ้าพบว่า เมื่อปฏิบัติตามมาตรฐานเชิงกระบวนการแล้วเกิดผลเสียหรือผลลัพธ์ทางลบขึ้น แสดงว่ามาตรฐานเชิงกระบวนการนั้นยังไม่ตรง ควรปรับปรุงแก้ไข หรือนำไปปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิหรือแหล่งวิชาการใหม่อีก แล้วจึงนำไปทดสอบจนกว่าจะเกิดผลบวกทุกครั้ง

เอกสารอ้างอิง

กองการพยาบาล. (2542). มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาลปรับปรุงครั้งที่ 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข.

_________. (2542). มาตรฐานการพยาบาลในโรงพยาบาล.กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

_________. (2544). การประกันคุณภาพการพยาบาลในโรงพยาบาล: งานบริการผู้ป่วยหนัก.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล. (2539). วิธีการสร้างมาตรฐานการพยาบาล. การประชุมวิชาการครั้งที่ 4 เรื่องมาตรฐานการพยาบาล: ทฤษฎีและการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.

แขไข ชาญบัญชี. (2545). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจชนิด เปิดของกลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

จิตติมา อุดมสถาพันธ์. (2531). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลทารกแรกเกิดที่ต้องช่วยหายใจด้วยความดันบวกอย่างต่อเนื่อง. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต.สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

จินตนา ยูนิพันธุ์. (2539). แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับมาตรฐานการพยาบาล. การประชุมวิชาการครั้งที่ 4 เรื่องมาตรฐานการพยาบาล: ทฤษฎีและการปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.

จิรวรรณ ชาประดิษฐ์. (2545). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกแขนและขาหักภายในระยะ 48 ชั่วโมง หลังการเข้าเฝือกปูน. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

จุรีวัฒน์ คงทอง. (2539). ผลของการใช้มาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินต่อกิจกรรมการพยาบาลและความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพยาบาล: กรณีศึกษางานผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลนครศรีธรรมราช. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

จุฬาลักษณ์ ณีรัตนพันธ์. (2540). กลยุทธ์การบริหารการพยาบาล. ขอนแก่น: ภาควิชาการศึกษาวิจัยและบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ฉวีวรรณ ดียิ่ง. (2543). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลในการรับฝากครรภ์หญิงมีครรภ์รายใหม่รงพยาบาลขอนแก่น. วิทยานิพนธ์สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ชุลีพร เชาวน์เมธากิจ. (2525). มาตรฐานการพยาบาล. วารสารการพยาบาล, 31(1), 26-42.

ณัฐนุกูล ผกาภรณ์รัตน์.(2542). ผลของการใช้ข้อเสนอมาตรฐานการพยาบาลมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องต่อความพึงพอใจในบริการพยาบาลของมารดาและความพึงพอใจในงานของบุคลากรพยาบาลในโรงพยาบาลเลิดสิน.วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .

นัชชา เสนะวงศ์. (2543). การปฏิบัติของบุคลากรในการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ แผนกอายุรกรรมโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลด้านการควบคุมการติดเชื้อ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

นันทนา สุวรรณมาโจ. (2545). การสร้างมาตรฐานการบันทึกทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลกุดจับ จังหวัดอุดรธานี. รายงานการศึกษาอิสระ สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บุบผา เศษโพธิ์. (2530). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจระยะ 72 ชั่วโมงแรก ขณะพักอยู่ในไอ.ซี.ยู. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพยาบาลอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล.

พรพิมล โคตรรณรงค์. (2545). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลในการรับฝากครรภ์หญิงมีครรภ์รายใหม่ ไตรมาสที่หนึ่ง โรงพยาบาลกุดจับ จังหวัดอุดรธานี. รายงานการศึกษาอิสระ สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. (2533). คุณภาพการพยาบาล: ประมวลการประชุมการพยาบาลแห่งชาติ ครั้งที่ 6 .กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองการพิมพ์.

พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. (2538). การประกันคุณภาพการพยาบาล. กรุงเทพฯ: วังใหญ่บลูพรินต์.

รุจา ภู่ไพบูลย์. (2541). การพยาบาลครอบครัว : แนวคิดทฤษฎีและการนำไปใช้ .กรุงเทพฯ:โครงการตำราภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

วาสนา ลิ้มประเสริฐ. (2543). การสร้างมาตรฐานการรับผู้ป่วยใหม่. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วิภาพร วรหาญ. (2539). การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด. ขอนแก่น: ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

วิไลวรรณ นุชศรี. (2543). การวางแผนกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. รายงานการศึกษาอิสระ ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ศิริพร ฉัตรโพธิ์ทอง.(2530). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้คลอดปกติในระยะคลอด. วิทยานิพนธ์ สาขาพยาบาลศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.

สภาการพยาบาล. (2539). มาตรฐานการพยาบาลเชิงโครงสร้าง ในสถานบริการสาธารณสุข สถานศึกษา และสถานประกอบการ. กรุงเทฯ: บริษัท ดีไซด์ จำกัด.

สภาการพยาบาล.(2544). ประกาศสภาการพยาบาลเรื่องมาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ2544 .[ม.ป.ท.:ม.ป.พ.]. (เอกสารอัดสำเนา).

สิรินทร วิบูลชัย. (2545). การสร้างมาตรฐานการมอบหมายการปฏิบัติการพยาบาลประจำวันของหัวหน้าทีมการพยาบาล หอผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลเลย. รายงานการศึกษาอิสระสาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

เสาวลักษณ์ ฟูบินวงศ์. (2544). ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่วยหออภิบาลกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลด้านการควบคุมการติดเชื้อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ& คณะ. (2540). กระบวนการพยาบาลทฤษฎีและการนำไปใช้. พิมพ์ครั้งที่ 13.ขอนแก่น: ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุดาวดี หอมจู. (2543). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลการส่งต่อผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะของโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุนิสา พันธ์คำ. (2546). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยทารกแรกเกิดขณะใช้เครื่องช่วยหายใจในห้องผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลศรีสะเกษ. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สมคิด เผ่าผา. (2547). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับเครื่องช่วยหายใจในห้องผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลยโสธร. รายงานการศึกษาอิสระ สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อัจฉราวรรณ นาเมืองจันทร์. (2546). การสร้างมาตรฐานการพยาบาลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลขอนแก่น. รายงานการศึกษาอิสระ ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อรสา ภูพุฒ. (2549). การสร้างแบบประเมินสมรรถนะการปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทางของพยาบาลวิชาชีพ หออภิบาลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.รายงานการศึกษาอิสระ ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

Benner, P. (1984). From Novice to Expert: Excellence and Power in Clinical Nursing Practice. Menlo Park, California: Addison-Wesley.

Gillies, D.A. (1994).Nursing management: A system approach. Philadelphia: W.B. Saunders.

Kim, M.J., McFarland, G.K. & McLane, A.M. (1991). Pocket Guide to Nursing Diagnoses.Fourth Edition: Mosby Year Book.

Mason, E.J. (1994). How to write meaningful nursing standard. 3 rd ed. New York: DelmarPublishers, Inc.

Nicholls, M.E. & Wessells, V.G. (1977). Nursing standards & nursing process. Wakefield,Mass: Contemporary Pub.
แสดงความคิดเห็น

บทความเรียงตามตัวอักษร