ธนาคารข้อสอบสภาการพยาบาล

รวมข้อสอบสภาการพยาบาล คลิกเลย

เคล็ดลับพิชิตข้อสอบสภาการพยาบาลให้อยู่หมัด

การจับกลุ่มติวกันเอง การถกเถียงกัน ช่วยให้จำได้ดีขึ้น คลิกอ่านกลเม็ดเคล็ดลับเพิ่ม

สิ่งที่น่าสนใจ

12/01/2559

RIP พยาบาลตัวน้อยๆ

RIP พยาบาลตัวน้อยๆ
ในบรรดาอาชีพที่ปิดทองหลังพระหลายๆอาชีพ ก็มีอาชีพ #พยาบาล นี่แหละที่อาจจะไม่มีใครทราบชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอมากนัก สิ่งที่อยู่ต่อหน้้าของทุกคนคือ คาดหวังว่าพวกเธอจะยิ้ม อ่อนโยน และเก่ง แต่เบื้องหลังคือการทำงานวันละ 10-20 ชั่วโมง ต้องอดนอนต่อเนื่องยาวนาน โดนบังคับทำโอที ทำงานเดือนละ 36-40 เวร เวรละ 8-10 ชั่วโมง กินข้าวไม่ตรงเวลา ขึ้นกับงานว่าวิกฤตเพียงใด นอนไม่เป็นเวลา นาฬิกาชีวะพังพินาศ สามีมีเมียน้อย ลูกขาดความอบอุ่น พ่อแม่ป่วยไม่ได้ดูแล หลายสิ่งหลายอย่างต่างเข้ามารุมเร้าพวกเธอ ลากิจเป็นไปไม่ได้ ลาป่วยอย่าหวัง #กินยาแล้วไปทำงานซะ สำหรับพยาบาลตัวน้อยๆคนนี้ ข่าวแจ้งว่าเธอขึ้นเวรดึก คือ ทำงาน 24.00-8.00 น.นั่นคือเวลาที่ผู้บริหารคิดค่าแรงให้เธอ แต่เวลาทำงานจริงๆคือ 23.00-9.00น. เมื่อเธอลงเวรกลับถึงบ้าน เธอก็เหนื่อยล้าและเข้านอน โดยไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย ขอให้ไปอยู่บนสวรรค์นะ นางฟ้าตัวน้อยๆ


----------------------------
#Secret Diary of Student Nurse

"R.I.P. " #เขียนกำกับไว้
ใต้ข้อความหนึ่ง
จึงไม่พลาดที่จะกดเข้าไปอ่านดูอย่างตั้งใจ
......โพสต์นั้น
เห็นชัดๆว่าเป็นรูปของพยาบาล
สวมชุดเครปแขนยาวในวันสำเร็จการศึกษา
น้องน่าจะอายุราวๆ 25 ปีเศษได้
......เข้าไปอ่านเจอที่คอมเม้น
หลายๆจุดบอกว่าน้องเป็นพยาบาล
ที่รพ.แห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม
จบการศึกษาจาก วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม
( วศม.รุ่นที่ 28 )เป็นตัวแทนของฟลอเรนซ์ ไนติงเกล
......บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ
แต่พวกเราชาวพยาบาลจะรู้กันดี
ว่านี่คือตัวแทนของสุภาพสตรีแห่งดวงประทีป
.
.......และคอมเม้นหนึ่งที่ตอบกลับ
สาเหตุการเสียชีวิตของน้องคือ
หลังลงเวรดึก นอนหลับ
และก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
จนกระทั่งแม่ของน้องมาพบและนำส่งโรงพยาบาล
........แต่น้องก็จากไปแล้วอย่างสงบ
.....................................................
ทำไม
รู้สึกสะเทือนใจมาก
กับทุกๆเหตุการณ์ที่ทราบว่า
มีพยาบาลเสียชีวิต
ไม่ว่าจะอุบัติเหตุหลังลงเวร
ง่วง หลับใน หรือแม้กระทั่งกับเหตุการณ์นี้ก็ตาม
......พยายามที่จะเข้าใจ
การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ที่เป็นไปตามวัฎฎสงสารชีวิต
แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
.......ละนี่หรือคือชีวิตของNurse 
#เคยรู้ไหมว่า
#การที่แบกความฝันของตัวเอง
ไปพร้อมกับแบกความหวังของคนอื่นไปด้วย 
มันเหนื่อยเหมือนกันนะ...
....................................................
บางเทอมฉันฝึกงาน3 เดือน
บางเทอม4 เดือน
หรือแม้กระทั่ง 7 เดือนก็เคยมาแล้ว

...เพราะในทุกๆวัน
ฉันจะหอบความฝันใส่กระเป๋า
เอาไปสู้บนWard 
พร้อมกับคราบเหงื่อไคล
ที่ท่องไว้ทุกวัน
ว่า "ต้องไหว ไหว และไหว"
พร้อมกับติดกระดุม-สวมชุด
ชุดสีขาวอันทรงเกียรติ
ที่หลายคนคาดหวัง

....มีบางจุดที่ฉันพร่อง
มีบางสถานการณ์ที่ฉันทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
และมีบางโจทย์ที่ฉันทำข้อสอบ
ไม่ได้ตามวัตถุประสงค์
เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง
....ก็ได้แต่หวังเล็กๆในใจ
#ว่าสักวันหนึ่งฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิต
พร้อมกับแบกความฝันใส่กระเป๋า
ไปขึ้นWard เหมือนเช่นเคย
.
ตั้งแต่เรียน ฝึก ทำงาน
พวกเราไม่เคยได้หยุดพักเลย
บางวันเช้าต่อบ่าย 
บางเวรบ่ายต่อเช้า 
บางเช้ายุ่งมากเหนื่อยมาก
.....และอีกจิปาถะ
.
เข้าใจอารมณ์เลยว่า
น้องคงเหนื่อยมาก
และอยากเป็นกำลังใจให้ครอบครัวน้อง
โดยเฉพาะคุณแม่
ที่กำลังชื่นชม
ความสำเร็จของน้องทีละก้าว...

#แต่แล้ว

น้องก็จากไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์

https://www.facebook.com/aj.thanika/posts/1517270398289917?pnref=story

10/15/2559

เหตุผลที่ทราบข่าวสวรรคตของในหลวงแล้วมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน

โดย ฐานิกา บุษมงคล
พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต

 เมื่อคนเราได้รับข่าวร้าย ดังที่พวกเรากำลังได้รับทราบเรื่องการสวรรคตของในหลวง ร 9 ก็จะมีปฏิกิริยาต่างๆนาๆตามแนวคิดของ คูเบอร์ รอส (Kubler Ross) ดังนี้ 
1 ระยะปฏิเสธ (The stage of denial) เมื่อได้รับข่าวร้ายแล้วปฏิเสธความจริง คิดว่าไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งหลายคนที่ทราบข่าวสวรรคต ในเบื้องแรกก็คงรู้สึกแบบนี้ 
2 ระยะโกรธ (The stage of anger) เมื่อไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้นได้ ต่อมาก็รู้สึกโกรธต่อโชคชะตาของตัวเอง หรือกล่าวโทษผู้อื่น หรือระบายอารมณ์ใส่ผู้ใกล้ชิด หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุหรือเหตุผล เช่นเที่ยวไปไล่ด่าคนที่ไม่ทำตามที่ตัวเองคิด คนที่ไม่ใส่เสื้อดำ ไม่เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ หรือโกรธคนอื่นๆที่ทำไม่ถูกใจตัวเอง 
3 ระยะต่อรอง (The stage of bargaining) เริ่มยอมรับแต่พยายามต่อรองกับสิ่งที่ตนเองนับถือหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งที่มีอำนาจที่มองไม่เห็น อาจบนบานหรือทำบุญ สิ่งเหล่านี้จะทำให้รู้สึกมีความหวังขึ้น  เหมือนกับที่บางคนก็เปลี่ยนวิธีคิดว่า พระองค์ยังอยู่กับเรา ท่านอยู่บนสวรรคาลัย ท่านคอยปกปักรักษาเรา ประมาณนี้ 
4 ระยะซึมเศร้า (The stage of depression) ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ซึมเศร้า และแยกตัว เมื่อเริ่มตระหนักว่าเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ในระยะนี้คนใกล้ชิด คนที่ทำใจได้ก่อน ก็ควรดูแลใกล้ชิด คอยให้กำลังใจ ย้ำเรื่องคำสอนของในหลวง เพื่อให้คนที่ซึมเศร้า หาความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อ เช่นเพื่อทำดีถวายในหลวง ในหลวงสอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น
5 ระยะยอมรับ (The stage of acceptance) ประชาชนยอมรับความเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าการสวรรคตของในหลวงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามหลัก เกิด แก่ เจ็บตาย สิ่งที่เหลืออยู่คือบุญญาบารมีที่พระองค์สั่งสมสร้างไว้ และ ในฐานะลูกหลานไทยควรทำความดีถวายท่าน ไม่ลืมท่าน ทำทุกอย่างให้ท่านอย่างสมพระเกียรติ 
        ปฏิกิริยาตอบสนองต่อข่าวร้าย ทั้ง 5 ระยะ ในสำหรับคนที่รับข่าวร้ายแต่ละรายไม่จำเป็นต้องเป็นตามขั้นตอนตามลำดับ บางคนอาจรับข่าวแล้วซึมเศร้าเลย บางคนรับข่าวแล้วโมโหโกรธาเป็นระยะปฏิเสธเลย หรือบางคนยอมรับความจริงได้อย่างสงบ แถมยังให้กำลังใจผู้อื่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางร่างกาย จิตสังคม จิตวิญญาณ ของแต่ละบุคคลด้วย 

9/20/2559

ทำอย่างไรคนไข้หายเร็วกลับบ้านเร็ว

 by supachai triukose, 

อาจารย์ท่านหนึ่งเขียน comment หลังจากที่ผมได้โพสต์เรื่องการผ่าตัดหัวเข่า
อาจารย์เขียนมาว่า
"ระบบคุณภาพดีมากๆเลยครับอาจารย์ สามารถระบุวันนอน วันกลับได้ "
ผมเลยคิดอยากจะเล่าเรื่องการทำงานของหมอ พยาบาลที่ผมได้รับมาให้อ่านกัน เผื่อว่าจะได้เป็นข้อคิดนำไปใช้ได้บ้าง
การทำงานที่นี่เป็นระบบทุกหน่วยงาน
ตั้งแต่เริ่มต้นไปหาหมอ Primary Doctor ที่ Clinic บอกอาการและปัญหาที่เกิดขึ้น หมอก็ตรวจค้นหาว่าเป็นเพราะอะไร ตัวอย่างในรายของผม หลังจากทำ MRI ตรวจพบว่ามีการฉีกขาดของ Meniscus หมอ Primary ส่งต่อให้ไปพบหมอชำนาญเฉพาะทาง Orthopedic
หมอ Othopedic ตรวจดู MRI ตัดสินใจว่า การรักษาที่ดีที่สุดคือการผ่าตัด หมอก็นัดหมายวันผ่าตัด และหมอก็ให้เราเลือกโรงพยาบาลที่เราต้องการ
ก่อนวันผ่าตัด หนึ่งสัปดาห์ เรานำใบสั่งหมอไปที่โรงพยาบาล ทำ Pre-admission คือ ตรวจประวัติ ตรวจเลือด ตรวจ Chest X-ray และ ECG
พอถึงวันผ่าตัด หมอให้ไปถึง โรงพยาบาล 8 โมงเช้า ( ในใบสั่งบอกให้ญาติมารับตอนบ่ายโมง ) admitted เข้า short stay unit
พยาบาลที่ short stay unit ก็มาตรวจร่างกาย เช็ค vital sign และเตรียม pre-op prep ( โกนขนที่บริเวณผ่าตัด และทำความสะอาดด้วย Aseptic solution ) และ ให้ IV line
ประมาณ 9 am หมอ Orthopedic มาคุยกับเราอีกครั้งหนึ่ง อธิบายอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรเขียนมาร์คข้างขาที่จะผ่าเป็นการยืนยันเพื่อความถูกต้อง และตอบคำถามที่เรายังมีอยู่
ประมาณ 9.30 am หมอดมยาก็มาคุยและบอกผมว่าจะทำอะไรบ้าง
กำหนดผ่าตัด 10.00 am ( แต่ช้ากว่าที่กำหนดไว้ แต่หมอก็โทรมาบอกพยาบาลให้มาแจ้งให้เรารู้ เพื่อลดความกังวลและเพื่อนัดหมายกับญาติที่มารับ )
เวลา 12.31PM เข้าห้องผ่าตัด พยาบาล 2 คน เข็นรถเข้าห้องผ่าตัด พอเข้าห้องผ่าตัด OR technician ก็กล่าวต้อนรับแนะนำตัวว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร เป็นเรื่องที่ดีมาก ช่วยลดความวิตกกังวลให้ผู้ป่วย หลังจากนั้นก็เคลื่อนย้ายผมไปที่เตียงผ่าตัด หมอดมยาก็พูดกับผมไปเรื่อยๆ ว่าจะทำอะไร ให้ยาอะไร ถามว่าเป็นอย่างไร ผมพอจะจำได้ว่าตอบไปไม่กี่คำถาม ก็ไม่รู้สึกตัวอีกแล้ว
พอตื่นขึ้นมาเวลา 1.45 pm ที่ห้อง Recovery room
สิ่งแรกที่ดีใจที่สุดก็คือการตื่น
มีพยาบาลนั่งอยู่ข้างเตียงคอยตรวจเช็ค
เวลา 2.15 pm ก็ถูกเข็นมาที่ห้องที่ Short stay unit. พยาบาลที่ Short Stay มาตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง vital signs, and circulation และโทรติดต่อ Central supply unitให้นำ crutches มาให้ และโทรติดต่อ physical therapy มาสอนในการเดินใช้ ctutches และการออกกำลังที่ขา
เวลา 3.30 pm ก็กลับบ้าน มีtransportation มาเข็นรถwheel chair ส่งไปขึ้นรถลูกชายกลับบ้าน

9/10/2559

พระมหาชนก

อาชีพพยาบาล เปรียบไปก็เหมือนกับคนที่ปิดทองหลังพระ ทำดีไม่มีใครเห็น สิ่งที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจให้พยาบาลมีกำลังใจสู้ต่อไปก็คงเป็น ข้อคิด คำคม และกำลังใจจากคนในครอบครัวและคนในวิชาชีพเดียวกัน วันนี้จึงขอยกชาดก "พระมหาชนก" มาเป็นแนวคิดและกำลังใจให้คุณพยาบาลทั้งหลาย ที่กำลังรู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าทำดีไม่ได้ดี ทำดีไม่มีใครเห็น ให้กลับมามีกำลังใจ และยึดเป้าหมายเดิมของวิชาชัพพยาบาลคือ การบรรเทาทุกข์ ขอพยาบาลทุกท่านจงมีความวิริยะอุตสาหะ พากเพียรว่ายน้ำไปแม้จะไม่เห็นฝั่ง ดุจดั่งพระมหาชนกนั่นเอง


ชาดก เป็นเรื่องที่เล่าถึงพระพุทธเจ้าในชาติก่อน ๆ โดยกล่าวไว้ใน "มหานิบาตชาดก" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระไตรปิฎก ฉบับพระสูตร (พระสุตตันตปิฎก) 

            ชาดก เรื่องสำคัญเป็นการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ 10 ชาติ หรือเรียกว่า "ทศชาติชาดก" คนไทยเรียกว่า "พระเจ้าสิบชาติ" มหาชนกชาดกเป็นพระโพธิสัตว์ชาติที่ 2 ในทศชาติโดยบำเพ็ญวิริยบารมีหรือความเพียร มีเรื่องย่อดังนี้

            ณ เมืองมิถิลาแห่งรัฐวิเทหะ พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาชนก ทรงมีพระโอรสสององค์ คือ เจ้าอริฏฐชนก และ เจ้าโปลชนก เจ้าอริฏฐชนกทรงเป็นอุปราช ส่วนเจ้าโปลชนกทรง เป็นเสนาบดี เมื่อพระราชบิดาสวรรคต เจ้าอริฏฐชนกผู้เป็นอุปราช ก็ได้ครองบ้านเมืองต่อมา เจ้าโปลชนกทรงเป็นอุปราช ทรงเอาใจใส่ดูแลบ้านเมืองช่วยเหลือพระเชษฐาอย่างดียิ่ง มีอำมาตย์คนหนึ่งไม่พอใจพระเจ้าโปลชนก จึงหาอุบายให้ พระราชาอริฏฐชนกระแวงพระอนุชา โดยทูลพระราชาว่า เจ้าโปลชนกคิดขบถ จะปลงพระชนม์พระราชา พระราชาทรงเชื่อคำอำมาตย์ จึงให้จับเจ้าโปลชนกไปขังไว้

            ต่อมา เจ้าโปลชนกเสด็จหนี ไปจากที่คุมขังได้หลบไปอยู่ที่ชายแดนเมืองมิถิลา เจ้าโปลชนก ทรงคิดว่า เมื่อครั้งที่ยังเป็นอุปราชนั้น มิได้เคยคิดร้ายต่อพระราชา ผู้เป็นพี่เลย แต่ก็ยังถูกระแวงจนต้องหนีมา ถ้าพระราชาทรงรู้ว่า อยู่ที่ไหนก็คงให้ทหารมาจับไปอีกจนได้ บัดนี้ผู้คนมากมาย ที่ชายแดนที่เห็นใจ และพร้อมที่จะเข้าเป็นพวกด้วย ควรที่จะรวบรวมผู้คนไปโจมตีเมืองมิถิลาเสียก่อนจึงจะดีกว่า เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เจ้าโปลชนกก็พาสมัครพรรคพวกยกเป็น กองทัพไปล้อมเมืองมิถิลา บรรดาทหารแห่งเมืองมิถิลาพากัน เข้ากับเจ้าโปลชนกอีกเป็นจำนวนมาก เพราะเห็นว่าเจ้าโปลชนก เป็นผู้ซื่อสัตย์และมีความสามารถ แต่กลับถูกพระราชาระแวง และจับไปขังไว้โดยไม่ยุติธรรม ครั้นเมื่อเจ้าโปลชนกมีผู้คนไพร่พลเข้าสมทบด้วยเป็นจำนวน มากมายเช่นนี้ พระเจ้าอริฏฐชนกทรงเห็นว่า ไม่มีทางจะเอาชนะ ได้ จึงตรัสสั่งพระมเหสีซึ่งกำลังทรงครรภ์แก่ 
ให้ทรงหลบหนี เอาตัวรอด ส่วนพระองค์เองทรงออกทำสงคราม และสิ้นพระชนม์ ในสนามรบ เจ้าโปลชนกจึงทรงได้เป็นกษัตริย์ ครองเมืองมิถิลาสืบต่อมา

            ฝ่ายพระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนก เสด็จหนีออกจากเมืองมา ตั้งพระทัยจะเสด็จไปอยู่เมืองกาลจัมปากะ แต่กำลังทรงครรภ์แก่ เดินทางไม่ไหว ด้วยเดชานุภาพ แห่งพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์ พระอินทร์จึงเสด็จมาช่วย ทรงแปลงกายเป็นชายชราขับเกวียนมาที่ศาลาที่ พระนางพักอยู่ และถามขึ้นว่า "มีใครจะไปเมืองกาลจัมปากะบ้าง" พระนางดีพระทัยรีบตอบว่า "ลุงจ๋า ฉันจะไปจ๊ะ" พระอินทร์แปลงจึงรับพระนางขึ้นเกวียน พาเดินทางไป เมืองกาลจัมปากะ ด้วยอานุภาพเทวดา แม้ระยะทาง ไกลถึง 60 โยชน์   เกวียนนั้นก็เดินทางไปถึงเมืองในชั่ววันเดียว พระมเหสีเสด็จไปนั่งพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งในเมืองนั้น

            ขณะนั้นมีพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ผู้หนึ่งเดินผ่าน มาเห็น พระนางเข้า ก็เกิดความเอ็นดูสงสาร   จึงเข้าไปไต่ถาม พระนางก็ตอบว่าหนีมาจากเมืองมิถิลา และไม่มีญาติพี่น้องอยู่ ที่เมืองนี้เลย พราหมาณ์ทิศาปาโมกข์จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย ที่บ้านของตน อุปการะเลี้ยงดูพระนางเหมือนเป็นน้องสาว ไม่นานนัก พระนางก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้งพระนามว่า มหาชนกกุมาร ซึ่งเป็นพระนามของพระอัยกา ของพระกุมาร มหาชนกกุมารทรงเติบโตขึ้นในเมืองกาลจัมปากะ มีเพื่อนเล่นเด็กๆ วัยเดียวกันเป็นจำนวนมาก วันหนึ่ง มหาชนกกุมารโกรธกับเพื่อนเล่น จึงลากเด็กคนนั้นไปด้วย กำลังมหาศาล เด็กก็ร้องไห้บอกกับคนอื่นๆ ว่า ลูกหญิงม่าย รังแกเอา มหาชนกกุมารได้ยินก็แปลกพระทัยจึงไปถาม พระมารดาว่า "ทำไมเพื่อนๆ พูด ว่า ลูกเป็นลูกแม่ม่าย พ่อของลูกไปไหน" พระมารดาตอบว่า "ก็ท่านพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ นั่นแหล่ะเป็น พ่อของลูก" เมื่อมหาชนกกุมารไป บอกเพื่อนเล่นทั้งหลาย เด็กเหล่านั้นก็หัวเราะเยาะ บอกว่า "ไม่จริง ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่ใช่พ่อของเจ้า" มหาชนกก็กลับมาทูลพระมารดา อ้อนวอนให้บอกความจริง พระมารดาขัดไม่ได้ จึงตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระโอรสทรงทราบ เมื่อพระกุมารทราบว่าพระองค์ทรงมี ความเป็นมาอย่างไร ก็ทรงตั้งพระทัยว่าจะร่ำเรียนวิชาการเพื่อให้มีความรู้ความสามารถ จะได้เสด็จไปเอาราชสมบัติเมืองมิถิลาคืนมา

            ครั้นมหาชนกกุมารร่ำเรียนวิชาในสำนักพราหมณ์จนเติบใหญ่ พระชนม์ได้ 16 พรรษาจึงทูลพระมารดาว่า "หม่อมฉันจะเดินทาง ไปค้าขาย เมื่อมีทรัพย์สินมากพอแล้ว จะได้คิดอ่าน เอาบ้านเมืองคืนมา" พระมารดาทรงนำเอาทรัพย์สินมีค่ามาจากมิถิลา 3 สิ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร อันมี ราคามหาศาล จึงประทานแก้วนั้นให้พระมหาชนกเพื่อนำไปซื้อสินค้า พระมหาชนกทรงจัดซื้อสินค้าบรรทุกลงเรือร่วมไปกับ พ่อค้าชาวสุวรรณภูมิ ในระหว่างทาง เกิดพายุใหญ่ โหมกระหน่ำ คลื่นซัดจนเรือจวนจะแตก บรรดาพ่อค้าและลูกเรือพากัน ตระหนกตกใจ 
บวงสรวง อ้อน วอนเทพยดาขอให้รอดชีวิต ฝ่ายมหาชนกกุมาร เมื่อทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจน อิ่มหนำ ทรงนำผ้ามาชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้นอย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้ากลาสี เรือทั้งปวงก็จมน้ำ กลายเป็นอาหารของสัตว์น้ำไปหมด แต่พระมหาชนกทรงมีกำลังจากอาหารที่เสวย มีผ้าชุบน้ำมัน ช่วยไล่สัตว์น้ำ และช่วยให้ลอยตัวอยู่ในน้ำได้ดี จึงทรงแหวกว่าย อยู่ในทะเลได้นานถึง 7 วัน ฝ่ายนางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่เช่นนั้น จึงลองพระทัย พระมหาชนก "ใครหนอ ว่ายน้ำอยู่ได้ถึง 7 วัน ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง จะทนว่ายไปทำไมกัน" พระมหาชนกทรงตอบว่า "ความเพียรย่อมมีประโยชน์ แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะว่ายไปจนกว่าจะถึง ฝั่งเข้าสักวันหนึ่ง" นางมณีเมขลากล่าวว่า "  มหาสมุทรนี้กว้างใหญ่นัก ท่านจะพยายามว่ายสักเท่าไรก็คงไม่ถึงฝั่ง ท่านคงจะตายเสียก่อนเป็นแน่" พระมหาชนกตรัสตอบว่า "คนที่ทำความเพียรนั้น แม้จะต้องตายไปในขณะกำลังทำความ เพียรพยายามอยู่ ก็จะไม่มีผู้ใดมาตำหนิติเตียนได้ เพราะได้ทำหน้าที่เต็มกำลังแล้ว " นางมณีเมขลาถามต่อว่า "การทำความพยายามโดยมองไม่เห็นทางบรรลุเป้าหมายนั้น มีแต่ความยากลำบาก อาจถึงตายได้ จะต้องเพียรพยายามไปทำไมกัน" พระมหาชนกตรัสตอบว่า "แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เรา กำลังกระทำนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม ถ้าไม่เพียรพยายามแต่กลับหมดมานะเสียแต่ต้นมือ ย่อมได้รับ ผลร้ายของความเกียจคร้านอย่างแน่นอน ย่อมไม่มีวัน บรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ บุคคลควรตั้งความเพียรพยายาม แม้การนั้นอาจไม่สำเร็จก็ตาม เพราะเรามีความพยายาม ไม่ละความตั้งใจ เราจึงยังมีชีวิตอยู่ได้ ในทะเลนี้ เมื่อคนอื่นได้ตายกันไปหมดแล้ว เราจะพยายามสุดกำลัง เ พื่อไปให้ถึงฝั่งให้จงได้" นางมณีเมขลาได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยสรรเสริญความเพียร ของมหาชนกกุมาร และช่วยอุ้มพามหาชนกกุมาร ไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา วางพระองค์ไว้ที่ศาลาในสวนแห่งหนึ่ง ในเมืองมิถิลา


             พระราชาโปลชนกไม่มีพระโอรส ทรงมีแต่ พระธิดาผู้ฉลาดเฉลียวเป็นอย่างยิ่ง  พระนามว่า เจ้าหญิงสิวลี ครั้นเมื่อพระองค์ประชวรหนักใกล้จะสวรรคต บรรดาเสนา ทั้งปวงจึงทูลถามขึ้นว่า เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วราชสมบัติ ควรจะตกเป็นของผู้ใด ในเมื่อไม่ทรงมีพระโอรส พระเจ้าโปลชนก ตรัสสั่งเสนาว่า "ท่านทั้งหลายจงมอบ ราชสมบัติให้แก่ผู้มีความสามารถดังต่อไปนี้
              ประการแรก เป็นผู้ที่ทำให้พระราชธิดาของเราพอพระทัยได้ 
              ประการที่สอง สามารถรู้ว่าด้านไหนเป็นด้านหัวนอนของ บัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม 
              ประการที่สาม สามารถยกธนูใหญ่ ซึ่งต้องใช้แรงคนธรรมดา ถึงพันคนจึงจะยกขึ้นได้
              ประการที่สี่ สามารถชี้บอกขุมทรัพย์มหาศาลทั้ง 13 แห่งได้


             จากนั้นจึงตรัสบอกปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง แก่เหล่าอำมาตย์  เช่น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ตก  ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก   ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่ภายในและภายนอก ขุมทรัพย์ที่ปลายไม้ ขุมทรัพย์ที่ปลายงา ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง เป็นต้น 

             เมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์ บรรดาเสนาบดี ทหาร พลเรือน และประชาราษฎร์ทั้งหลายต่างพยายามที่จะ เป็นผู้สืบราชสมบัติ แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้เจ้าหญิงสีวลีพอพระทัยได้ เพราะล้วนแต่พยายามเอาพระทัยเจ้าหญิงมากเกินไป  จนเสียลักษณะของผู้ที่จะปกครองบ้านเมือง ไม่มีผู้ใดสามารถยก มหาธนูใหญ่ได้  ไม่มีผู้ใดรู้ทิศหัวนอนของบัลลังก์สี่เหลี่ยม และไม่มีผู้ใดไขปริศนาขุมทรัพย์ได้ 

             ในที่สุดบรรดาเสนาข้าราชบริพารจึงควรตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ เพื่อหาตัวบุคคลผู้มีบุญญาธิการสมควรครองเมือง บุษยราชรถเสี่ยงทายนั้นก็แล่นออกจากพระราชวัง ตรงไปที่สวน แล้วหยุดอยู่หน้าศาลาที่ พระมหาชนกทรงนอนอยู่ ปุโรหิตที่ตามราชรถจึงให้ประโคมดนตรีขึ้น พระมหาชนกได้ยินเสียงประโคม จึงลืมพระเนตรขึ้น เห็นราชรถ ก็ทรงดำริว่า คงเป็นราชรถเสี่ยงทาย พระราชาผู้มีบุญเป็นแน่ แต่ก็มิได้แสดงอาการอย่างใดกลับบรรทมต่อไป ปุโรหิตเห็นดังนั้น ก็คิดว่า บุรุษผู้นี้เป็นผู้มีสติปัญญา  ไม่ตื่นเต้นตกใจกับสิ่งใดโดยง่าย  จึงเข้าไปตรวจดูพระบาทพระมหาชนก เห็นลักษณะต้องตาม คำโบราณว่าเป็นผู้มีบุญ จึงให้ประโคมดนตรีขึ้นอีกครั้ง แล้วเข้าไปทูลอัญเชิญ พระมหาชนกให้ทรงเป็นพระราชาเมืองมิถิลา พระมหาชนกตรัสถามว่า พระราชาไปไหนเสีย ปุโรหิตก็กราบทูลว่า พระราชาสวรรคต ไม่มีพระโอรสมี แต่พระธิดาคือเจ้าหญิงสิวลี แต่องค์เดียว พระมหาชนกจึงทรงรับเป็นกษัตริย์ครองเมืองมิถิลา

             ฝ่ายเจ้าหญิงสิวลีได้ทรงทราบว่า พระมหาชนกได้ราชสมบัติ ก็ประสงค์จะทดลองว่า พระมหาชนก สมควรเป็นกษัตริย์หรือไม่ จึงให้ราชบุรุษไปทูลเชิญเสด็จมาที่ปราสาทของพระองค์ พระมหาชนกก็เฉยเสีย มิได้ไปตามคำทูล เจ้าหญิงให้คนไปทูล ถึง 3 ครั้ง พระมหาชนกก็ไม่สนพระทัย จนถึงเวลาหนึ่งก็ เสด็จไปที่ปราสาทของเจ้าหญิงเอง โดยไม่ทรงบอกล่วงหน้า เจ้าหญิงตกพระทัยรีบเสด็จมาต้อนรับเชิญไปประทับบนบัลลังก์ พระมหาชนกจึงตรัสถามอำมาตย์ว่าพระราชาที่สิ้นพระชนม์ ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง อำมาตย์ก็ทูลตอบ พระมหาชนกจึงตรัสสั่งว่า 

                     ข้อที่ 1 " ที่ว่าทำให้เจ้าหญิงพอพระทัย เจ้าหญิงได้   แสดงแล้วว่าพอพระทัยเรา จึงได้เสด็จมาต้อนรับเรา " 
                     ข้อที่ 2 เรื่องปริศนาทิศหัวนอนบัลลังก์นั้น พระมหาชนกทรง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอดเข็มทองคำที่กลัดผ้าโพกพระเศียรออก ส่งให้เจ้าหญิงให้วางเข็มทองคำไว้ เจ้าหญิงทรงรับเข็มไปวางไว้ บนบัลลังก์สี่เหลี่ยม พระมหาชนกจึงทรงชี้บอกว่าตรงที่เข็มวาง อยู่นั้นแหละคือทิศหัวนอนของบัลลังก์ โดยสังเกต จากการที่ เจ้าหญิงทรงวางเข็มทองคำ จากพระเศียรไว้ 
                     ข้อที่ 3 นั้นก็ตรัสสั่งให้นำมหาธนูมา ทรงยกขึ้นและน้าวอย่าง ง่ายดาย 
                     ข้อที่ 4 เมื่ออำมาตย์กราบทูลถึงปัญหาของขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่ง พระมหาชนกทรงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ ตรัสบอกคำแก้ปริศนา ขุมทรัพย์ทั้ง 13 แห่งได้หมด เมื่อสั่งให้คนไปขุดดู ก็พบขุมทรัพย์ ตามที่ตรัสบอกไว้ทุกแห่ง 

             ผู้คนจึงพากันสรรเสริญปัญญาของ พระมหาชนกกันทั่วทุกแห่งหน พระมหาชนกโปรดให้เชิญพระมารดาและพราหมณ์ ทิศาปาโมกข์จากเมืองกาลจัมปากะ ทรงอุปถัมภ์  บำรุงให้สุขสบาย ตลอดมา    จากนั้นทรงสร้างโรงทานใหญ่  6  ทิศในเมืองมิถิลา ทรงบริจาคมหาทานเป็นประจำ เมืองมิถิลาจึงมีแต่ความผาสุก สมบูรณ์ เพราะพระราชาทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพระนางสิวลีประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร เมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาโปรดให้ดำรง ตำแหน่งอุปราช

             อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกเสด็จอุทยานทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้นหนึ่งกิ่งหัก ใบไม้ร่วง อีกต้นมีใบแน่นหนา ร่มเย็นเขียวชอุ่ม จึงตรัสถาม อำมาตย์กราบทูลว่าต้นมะม่วง ที่มีกิ่งหักนั้น เป็นเพราะรสมีผลอร่อย ผู้คนจึงพากันสอยบ้าง เด็ดกิ่งและขว้างปาเพื่อเอาบ้าง จนมีสภาพเช่นนั้น ส่วนอีกต้น ไม่มีผล จึงไม่มีคนสนใจ ใบและกิ่งจึงสมบูรณ์เรียบร้อยดี พระราชาได้ฟังก็ทรงคิดว่า ราชสมบัติ เปรียบเหมือน ต้นไม้มีผลอาจถูกทำลาย แม้ไม่ถูกทำลายก็ต้องคอย ระแวดระวังรักษา เกิดความกังวล เราจะทำตนเป็นผู้ ไม่มีกังวลเหมือนต้นไม้ไม่มีผล เราจะออกบรรพชา สละราชสมบัติเสีย มิให้เกิดกังวล


             พระราชาเสด็จกลับมาปราสาท ปลงพระเกศาพระมัสสุ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ครองอัฏฐบริขารครบถ้วน แล้วเสด็จออกจากมหาปราสาทไป ครั้นพระนางสิวลีทรงทราบ ก็รีบติดตามมา ทรงอ้อนวอนให้ พระราชาเสด็จกลับ พระองค์ก็ไม่ยินยอม พระนางสิวลีจึงทำอุบายให้อำมาตย์ เผาโรงเรือนเก่าๆ และ กองหญ้า กองใบไม้ เพื่อให้พระราชา เข้าพระทัยว่าไฟไหม้พระคลังจะได้เสด็จกลับ พระราชาตรัสว่า พระองค์เป็นผู้ไม่มีสมบัติแล้ว สมบัติที่แท้จริงของพระองค์ คือความสุขสงบจากการบรรพชานั้นยังคงอยู่กับพระองค์ ไม่มีผู้ใดทำลายได้ พระนางสิวลีทรงทำอุบายสักเท่าไร  พระราชาก็มิได้สนพระทัย และตรัสให้ประชาชนอภิเษก พระทีฆาวุราชกุมารขึ้นเป็นกษัตริย์  เพื่อปกครองมิถิลาต่อไป 

             พระนางสิวลีไม่ทรงละความเพียร พยายามติดตาม พระมหาชนกต่อไปอีก วันรุ่งขึ้นมีสุนัขคาบเนื้อที่เจ้าของเผลอ วิ่งหนีมาพบผู้คนเข้าก็ตกใจทิ้งชิ้นเนื้อไว้ พระมหาชนกคิดว่า ก้อนเนื้อนี้เป็นของไม่มีเจ้าของ สมควรที่จะเป็นอาหารของเราได้ จึงเสวยก้อนเนื้อนั้น พระนางสิวลีทรงเห็นดังนั้น ก็เสียพระทัย อย่างยิ่ง ที่พระสวามีเสวยเนื้อที่สุนัขทิ้งแล้ว แต่พระมหาชนกว่า     นี่แหล่ะเป็นอาหารพิเศษ    
                 
              ต่อมาทั้งสองพระองค์ทรงพบเด็กหญิงสวมกำไลข้อมือ ข้างหนึ่งมีกำไลสองอัน อีกข้างมีอันเดียว พระราชาตรัสถามว่า "ทำไมกำไลข้างที่มีสองอันจึงมีเสียงดัง" เด็กหญิงตอบว่า "เพราะกำไลสองอันนั้น กระทบกันจึงเกิดเสียงดัง ส่วนที่มี ข้างเดียวนั้นไม่ได้กระทบกับอะไรจึงไม่มีเสียง" พระราชาจึง ตรัสแนะให้ พระนางคิดพิจารณาถ้อยคำของเด็กหญิง กำไลนั้นเปรียบเหมือนคนที่อยู่สองคน ย่อมกระทบกระทั่งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็จะสงบสุข แต่พระนางสิวลียังคงติดตาม พระราชาไปอีก จนมาพบนายช่างทำลูกศร นายช่างทูลตอบ คำถามพระราชาว่า "การที่ต้องหลับตาข้างหนึ่งเวลาดัด ลูกศรนั้น ก็เพราะถ้าลืมตาสอง ข้าง จะไม่เห็นว่าข้างไหนคด ข้างไหนตรง เหมือนคนอยู่สองคนก็จะขัดแย้งกัน ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ขัดแย้ง กับใคร" พระราชาตรัสเตือนพระนางสิวลีอีกครั้งหนึ่งว่า พระองค์ประสงค์จะเดินทางไปตามลำพัง เพื่อแสวงหา ความสงบไม่ประสงค์จะมีเรื่องขัดแย้งกระทบกระทั่ง หรือความไม่สงบอันเกิดจากการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น อีกต่อไป 

             พระนางสิวลีได้ฟังพระวาจาดังนั้นก็น้อยพระทัยจึงตรัสว่า "ต่อไปนี้หม่อมฉันหมดวาสนาจะได้อยู่ร่วมกับ พระองค์อีกแล้ว" พระราชาจึงเสด็จไปสู่ป่าใหญ่แต่ลำพังเพื่อบำเพ็ญสมาบัติ มิได้กลับมาสู่พระนครอีก ส่วนพระนางสิวลี เสด็จกลับเข้าสู่ พระราชวัง อภิเษกพระทีฆาวุกุมารขึ้นเป็นพระราชา แล้วพระนางโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้นในที่ต่างๆ เพื่อรำลึกถึง พระราชามหาชนก ผู้ทรงมีพระสติปัญญา และที่ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ ทรงมีความ เพียรพยายามเป็นเลิศ มิได้เคยเสื่อมถอย จากความเพียร ทรงตั้งพระทัยที่จะกระทำการโดยเต็มกำลัง ความสามารถ เพราะทรงยึดมั่นว่า บุคคลควรตั้งความเพียรพยายามไม่ว่ากิจการนั้น จะยากสักเพียงใด ก็ตาม คนมีปัญญาแม้ได้รับทุกข์ ก็จะไม่สิ้นหวัง ไม่สิ้นความเพียรที่จะพาตนให้พ้นจากความทุกข์นั้นให้ ได้ในที่สุด

             ผู้ที่ศึกษาเรื่องมหาชนกชาดก ได้รับข้อคิดจากการบำเพ็ญวิริยบารมีของพระมหาชนก คือ

1. ความเพียรพยายามนำไปสู่ความสำเร็จ เมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วต้องมีขันติหรือความอดทน ไม่ย่อท้อต่อปัญหาหรืออุปสรรค
2. รู้จัดคิดเห็นหรือคิดถูกวิธี(โยนิโนมนสิการ) เพื่อเอาชนะปัญหาหรืออุปสรรค หรือเพื่อให้การทำงานบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้


แหล่งอ้างอิง
จรัส พยัคฆราชศํกดิ์และกวี อิศริวรรณ. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน พระพุทธศาสนา ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, 2548
ธรรมะไทย. ทศชาติชาดก. ชนกชาดก. (ม.ป.ป.). ที่มา: <http://www.dhammathai.org/chadok/legend02.php>. 21 ธันวาคม 2550
ยศธร เสถียรพงษ์. ทศชาติชาดก. มหาชนกชาดก. 9 กุมภาพันธ์ 2548. ที่มา: <http://student.swu.ac.th/ss471010304/01.htm>. 27 ธันวาคม 2550 
วิณียา อัจจาธร. อลังการแห่งพระมหาชนก. (ม.ป.ป.). ที่มา:<http://student.swu.ac.th/ss471010304/01.htm>. 27 ธันวาคม 2550 
วิทยา ปานะบุตร. คู่มือเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วงชั้นที่ 4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เพิ่มทรัพย์การพิมพ์, 2548
ลานพุทธศาสนา. พระไตรปิฎกฉบับประชาชน. พระมหาชนกชาดก. 25 เมษายน 2547. ที่มา: <http://www.larnbuddhism.com/buddha/mahasa3.html> 21 ธันวาคม 2550 

ที่มาของบทความ 
http://www.br.ac.th/CAI/Supaporn/Unit3_1.html


9/07/2559

Wolff-Parkinson-White Syndrome

by supachai triukose,

เมื่อวานผมโพสต์เรื่อง Wolff-Parkinson-White Syndrome 
มีน้องพยาบาลถามคำถามมา ผมได้ตอบคำถามและอธิบายเพิ่มเติมอีก 
ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพยาบาลอีกหลายๆคน
ผมจึงขออณุญาติน้องนำมาโพสต์ลง 
ขอขอบคุณน้องพยาบาลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คำถาม
อาจารย์คะ รบกวนสอบถามคะกรณีที่ EKG เป็น AF with wolf pakinson white จะไม่ให้ adrenosine ใช่มั้ยคะแล้วยาตัวแรกที่จะใช้ คืออะไรคะ

คำตอบ
เป้าหมายการใช้ยาเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มี AF with WPW คือการควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นไวเกินไปและให้หัวใจกลับมาเต้นเป็น rhythm ปกติ
ถ้าผู้ป่วยมี AF with WPW และมีอาการ unstable อันเกิดจากการที่หัวใจเต้นไวเกินไป ควรจะแก้ไขด้วยการทํา electrical cardio version ทันที

สําหรับผู้ป่วยที่ stable การรักษา AF with WPW อาจจะใช้ยาในการรักษาให้หัวใจกลับมาเต้นด้วย rhythm ปกติ และความไวปกติ
ไม่มียาตัวใดที่บอกได้ว่าเป็นตัวแรกที่จะเลือกในการใช้รักษา AF with WPW (no clear FIRST LINE medication for rhythm control ), แต่แนะนําให้ใช้ IBUTILIDE, PROCAINAMIDE, and AMIODARONE

ไม่แนะนําให้ใช้ยาพวกที่จะไปทําให้เกิด AV nodal blockers เช่น VERAPAMIL, ADENOSINE, BETA-BLOCKERS, and DIGXIN. ในผู้ป่วยที่มี AF with WPW เพราะจะทําให้ไฟฟ้าลงมาทาง Kent Bundle pathway แทนที่จะลงมาทาง AV node ยิ่งมีผลทําให้หัวใจเต้นไวขึ้น

ปกติไฟฟ้าวิ่งมาจากหัวใจห้องข้างบน ลงมาที่ หัวใจห้องข้างล่าง โดยผ่านทางเดินไฟฟ้าที่เป็นปกติคือ AV node and Bundle branches แต่ W-P-W ไฟฟ้าวิ่งลงมาทาง Kent Bundle ซึ่งอาจมีผลทําให้หัวใจเต้นไวเพราะไม่มีการชะลอไฟฟ้าที่ AV node

โดยปกติไฟฟ้าเกิดมาจาก Sinus node ซึ่งมีกําลังการผลิตปกติอยู่ที่ 60 – 100 ครั้งในหนื่งนาที แม้ว่าไฟฟ้าจะวิ่งลงมาทาง Kent bundle ก็ไม่ทําให้เกิดปัญหา เพราะหัวใจเต้นในจังหวะและอัตราความเร็วที่เป็นปกติ เราเรียกผู้ป่วยว่ามี WPW Pathway

แต่ถ้าผู้ป่วย Atrial Fibrillation rhythm และ Atrioventricular reentrant rhythm จะทําให้เกิดปัญหา คือทําให้หัวใจเต้นไวเกินไป 
( Tachycardia ) เราเรียกว่าผู้ป่วยมี WPW syndrome
เมื่อหัวใจเต้นไวเกินไป จะเกิดปัญหา หัวใจห้องข้างล่างไม่มีเวลารับเลือดมาจากหัวใจห้องข้างบน จํานวนเลือดในหัวใจห้องข้างล่างจึงมีน้อย เป็นผลทําให้ Cardiac output น้อยลง จึงทําให้เกิดอาการเช่น Palpitations, dizziness, lightheadness, fainting และบางครั้งอาจทําให้เกิด Sudden Death แต่ก็มีไม่มากนัก

การรักษา
--- คนส่วนใหญ่จะมี WPW pattern ไม่มีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นไว จึงไม่จําเป็นที่ต้องรักษา

---คนที่มี WPW syndrome หัวใจเต้นไว มีความจําเป็นต้องได้รับการดูแลรักษา หลักการก็คือทําให้หัวใจเต้นช้าลงเป็นปกติ ด้วยวิธีการดังนี้

>>> 1 ใช้วิธี Valsalva maneuver เช่น กลั้นหายใจแล้วเบ่งลม คล้ายๆกับการเบ่งอุจจาระ , เอานิ้วล้วงคอทําให้เกิด Gag reflex, เอานํ้าแข็งโป๊ะหน้า กระตุ้น Parasympathetic nervous system , มีอีกวิธีหนึ่งนะ แต่ไม่แนะนําให้ทํา เพราะอาจจะเกิดผลข้างเคียงการเป็น Stroke ได้ และพยาบาลก็ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายให้ทําได้ วิธีนี้คือ Carotid Sinus Pressure 
>>> 2. ถ้า Valsalva maneuver and Carotid Sinus Pressure ไม่ได้ผล ก็ต้องใช้ยาที่ทําให้หัวใจเต้นช้าลง ยาที่ใช้ทําให้หัวใจเต้นช้าลง เช่น Amiodarone, Procainamide 

ยาพวก Digoxin, Calcium Channel Blocker and Beta Blockers ไม่ควรใช้ เพราะใน WPW syndrome เพราะอาจยิ่งทําให้ไฟฟ้าลงมาทาง Kent bundle ทําให้หัวใจเต้นเร็วยิ่งขึ้น

>>> 3. ถ้าหัวใจเต้นไวแล้วมีความดันโลหิตตํ่าร่วมด้วย ไม่สามารถให้ ยาดังกล่าวข้างต้นได้ การทําให้หัวใจเต้นช้าโดยการ re-set ไฟฟ้าของหัวใจด้วยกันใช้ Electrical Cardioversion

การป้องกันการเกิด WPW syndrome ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตข้างหน้า ทําได้ 3 วิธีคือ

### 1 Radiofrequency ablation ( Low voltage High frequency electricity ) เป็นการใช้ความร้อน หรือใช้ความเย็นที่เรียกว่า Cryoablation ไปทําลายทางเดินไฟฟ้าของ Kent bundle

### 2. Surgery ไปสกัดกั้นทางเดินของไฟฟ้า

### 3. Medication Procainamide





บทความเรียงตามตัวอักษร